14 สิงหาคม 2022

urnews.co ยู อาร์ นิว

คลังข่าวสารบนพื้นที่ EEC

อินเดีย ‘ยูนิคอร์นอันดับสอง’ในเอเชีย ยกระดับคู่ค้าไทย!


“นายกรัฐมนตรีอินเดีย” สร้างวัฒนธรรมการค้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตามแนวนโยบายของนเรนทรา โมดี มุ่งเน้นส่งออกดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้ากับต่างชาติ

อินเดียมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเป็นอันดับสองในเอเชีย ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เพราะได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการระดมทุนจากหุ้นนอกตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และความมุ่งมั่นของอินเดียที่ดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเพื่อเป็น “นิวอินเดีย” (New India 2022) เน้นเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้ากับต่างประเทศ รวมถึงไทย โดยตั้งเป้าการค้ากับไทยไว้ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2566

อนุปรียา ปาเตล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า “อินเดียและไทยมีความผูกพันใกล้ชิดมายาวนาน เราไม่ได้เชื่อมโยงกันแค่ศาสนา วัฒนธรรม และรากเหง้าทางภาษา แต่ยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ส่วนใหญ่มาจากประชาชนสองประเทศที่มีส่วนร่วมและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน”

“อินเดีย”ปั้นยูนิคอร์น  เพิ่มมูลค่าการค้ากับไทย

“โมดี” เปลี่ยนวัฒนธรรมการค้าเทคโนฯ

อินเดียมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า3.32 แสนล้านดอลลาร์และถือว่าเป็นศูนย์รวมยูนิคอร์นมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐ และจีน อินเดียกำลังสร้างวัฒนธรรมการค้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่เน้นการส่งออกดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้ากับต่างชาติ

“มีชาวไทยเชื้อสายอินเดียจำนวนมาก และยังมีบริษัทอินเดียหลายแห่งทำธุรกิจอยู่ในไทย ทั้งยังมีบริษัทไทยจำนวนมากเข้าไปลงทุนในอินเดีย เราจึงหวังว่าคณะนักธุรกิจไทยจะเดินทางไปสำรวจตลาดอินเดียมากขึ้น เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุนของสองประเทศ” อนุปรียา กล่าว 

และเสริมว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ถ้าผู้ประกอบไทยมองหาโอกาสการค้าและการลงทุนสำคัญๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน สุขภาพ โทรคมนาคม ไอที และเกษตรกรรม

ขณะนี้เศรษฐกิจดิจิทัลในอินเดียเติบโตแบบก้าวกระโดดและผลักดันให้ประเทศใกล้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ที่วางไว้ในปี 2568 ซึ่งอนุปรียา มองว่า เส้นทางการค้าอินเดียกับต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2559 – 2565 เป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม ถ้าวาดเป็นเส้นกราฟจะเห็นว่าค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ

การค้าอินเดีย-ไทย หลังโควิด

ไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 4 ของอินเดีย ล่าสุด การส่งออกไทยไปอินเดียเติบโตอย่างมากในปี 2564 ขยายตัวราว 36% หรือประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ ทำให้อินเดียกังวลว่าจะขาดดุลการค้า ท่ามกลางความมั่นใจว่า หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งสองประเทศจะมีนโยบายความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจระหว่างกัน

“แต่มูลค่าการค้าระหว่างอินเดีย-ไทยตอนนี้ยังน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับศักยภาพทั้งสองประเทศ ความร่วมมือทวิภาคียังสามารถทำให้การค้าการลงทุนขยายตัวได้อีก เพราะอินเดียเป็นตลาดใหญ่ ค้าขายสินค้าหลากหลาย” อนุปรียากล่าว

เปิดเวทีซีอีโอชั้นนำสองชาติหารือกัน

สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทยได้จัดงานพบปะซีอีโอบริษัทชั้นนำของอินเดียในประเทศไทยและบริษัทไทยในประเทศอินเดียจาก 20 บริษัท อาทิ ธุรกิจเพชร เครื่องประดับ ผลิตรถยนต์ และสิ่งทอหวังเสริมสร้างการค้าการลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของความสัมพันธ์สองประเทศ หลังจากความร่วมมือทวิภาคีทางเศรษฐกิจระหว่าง ม.ค.2564 – เม.ย.2565ได้ทำรายได้ทุบสถิติไปที่มูลค่า 15,100 ล้านดอลลาร์

ภายในงาน อนุปรียา ได้บรรยายสรุปนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียที่มีความพยายามลดแนวทางปฏิบัติกฎระเบียบด้านการค้า และเพิ่มความสะดวกการทำธุรกิจในอินเดีย ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดียได้ชักชวนนักธุรกิจไทยได้ขยายการค้าในอินเดีย โดยเฉพาะใช้ประโยชน์จากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่และรัฐบาลอินเดียมีข้อเสนอจูงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

“อินเดีย”ก้าวสู่ฮับการผลิตอิเล็กทรอนิกส์โลก

อนุปรียา เล่าถึงโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการผลิต (Production-Linked Incentive Scheme: PLI) มูลค่ากว่า 62,380 ล้านรูปี หรือประมาณ 804 ล้านดอลลาร์ หวังกระตุ้นให้เกิดการผลิตสำหรับการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ และจะดำเนินงานควบคู่ไปกับนโยบายแห่งชาติอินเดียว่าด้วยเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียต้องการจะเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบระบบและผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

ภายใต้โครงการ PLI อินเดียจะสนับสนุนการเงินแก่บริษัทต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในอัตราส่วน 4-6% ของยอดขายบริษัทที่ผลิตสินค้าในอินเดีย โดย 1-2 ปีแรก จะจ่ายให้ 6% ปีที่ 3 และปีที่ 4 จะจ่ายให้ 5% และปีที่ 5 จะจ่ายให้ 4% 

แผนสร้างแรงจูงใจนี้จะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เพิ่มกำลังการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในช่วงสองปีแรก หรืออย่างน้อยก็ภายใน 4 ปีแรก

อนุปรียา กล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คิดว่า  การเดินทางมาไทยครั้งนี้เป็นการเดินทางมาครั้งแรก และเขาก็มองเห็นโอกาสการค้าในไทยอย่างมากมาย จึงหวังว่า เมื่อนักธุรกิจไทยเดินทางไปอินเดียจะมองเห็นลู่ทางการทำธุรกิจในอินเดียเช่นกัน เพราะโอกาสมีอยู่แล้วในวันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือในอนาคต

ข้อมูลจาก : https://www.bangkokbiznews.com/world/1006475