29 กันยายน 2022

urnews.co ยู อาร์ นิว

คลังข่าวสารบนพื้นที่ EEC

‘กสิกร ชี้เงินเฟ้อ’ ต้นทุนพุ่ง-รายได้ลด ครัวเรือนเปราะบาง!


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์รายได้เกษตรกรสุทธิของชาวสวนยางปี 2565 อาจอยู่ที่ราว 107,810 ล้านบาท หรือลดลง 4.9% แรงกดดันจากภาวะที่เงินเฟ้อสูง กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง และ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรชาวสวนยางของไทยในปี 2565 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  อาจยังสามารถประคองตัวในเกณฑ์ดีต่อได้ที่ราว 2.61-2.71 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.8-6.6%  จากแรงหนุนด้านราคาเป็นหลัก โดยราคาเฉลี่ยของยางแผ่นดิบชั้น 3 อาจอยู่ที่ราว 54-56 บาทต่อกิโลกรัม(กก. )ตามอุปสงค์ที่มีรองรับโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยางล้อและถุงมือยางทางการแพทย์ ขณะที่อุปทานยางพาราน่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ราว 4.84 ล้านตัน จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยเป็นหลัก แต่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านราคาปุ๋ยในระดับสูงและโรคใบร่วงที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้รายได้เกษตรกรชาวสวนยางในปี 2565 อาจให้ภาพที่ดีขึ้น แต่พบว่า ในฝั่งของต้นทุนการผลิตก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งค่าแรงงาน ค่าปุ๋ยเคมีและค่ายากำจัดศัตรูพืช ล้วนกดดันให้รายได้เกษตรกรสุทธิของชาวสวนยาง (รวมเงินประกันรายได้) ปรับตัวลดลง 4.9%  ไปอยู่ที่ราว 107,810 ล้านบาท ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงและกำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง จะยังเป็นปัจจัยกดดันต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง

 “รายได้เกษตรกรชาวสวนยางปี 2565 น่าจะขยายตัวต่อได้จากปีก่อน  จากแรงหนุนด้านราคาเป็นหลักตามอุปสงค์ที่มีรองรับ ขณะที่อุปทานยางพาราน่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรชาวสวนยางของไทยในปี 2565 อาจยังสามารถประคองตัวในเกณฑ์ดีได้ที่ราว 2.61-2.71 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.8-6.6%  “ 

 โดยมีรายละเอียดในมุมมองต่อประเด็นด้านราคาและปริมาณผลผลิตยางพารา ดังนี้

ราคา จะเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญต่อรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยคาดว่า ราคาเฉลี่ยของยางแผ่นดิบชั้น 3 ของไทยในปี 2565 อาจอยู่ที่ราว 54-56 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 2.6-6.4% ตามอุปสงค์ที่มีรองรับในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์และถุงมือยางทางการแพทย์ อีกทั้งราคายางยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงในปีนี้

อย่างไรก็ดี ราคายางพาราคงเป็นการเติบโตแบบชะลอลง ตาม Pent Up Demand ที่คลี่คลายมากขึ้นและความไม่แน่นอนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทย ทั้งนี้ คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี (ก.ย.-ธ.ค.) ราคายางอาจย่อลงมาอยู่ที่ราว 48-51 บาทต่อกก.  เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนแรกของปีที่เฉลี่ย 57.9 บาทต่อกก. ตามปัจจัยด้านฤดูกาลที่จะมีผลผลิตยางออกสู่ตลาดจำนวนมากที่ราว 44.9 % ของปริมาณผลผลิตยางพาราทั้งปี

 ผลผลิต คาดว่า ผลผลิตยางพาราของไทยในปี 2565 อาจทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนที่ราว4.84 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 0.2%  จากปัจจัยหนุนด้านสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยเป็นหลัก ที่จะทำให้ผลผลิตยางพารายังโตต่อได้ แต่คงเป็นการเติบโตเพียงเล็กน้อย เพราะมีปัจจัยฉุดรั้งจากราคาปุ๋ยเคมีที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

โดยคาดว่า ราคาปุ๋ยยูเรียนำเข้าของไทยอาจยืนในระดับสูงที่ราว 800-900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราวเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน จึงอาจกระทบต่อการใช้ปุ๋ยและปริมาณผลผลิตยางพารา รวมถึงความเสี่ยงของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันและมีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อต้นยางพารามากขึ้น ได้สร้างความกังวลให้กับเกษตรกร เพราะยังไม่มียารักษาโรคนี้ให้หายขาด

และคาดว่า แนวโน้มการพบพื้นที่ระบาดในไทยอาจเพิ่มขึ้นได้อีกโดยเฉพาะในฤดูฝน ล้วนกดดันอุปทานยางพาราไทย

สำหรับ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คงต้องจับตาปริมาณฝนที่อาจตกชุกในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพาราหลัก ที่อาจมีความเสี่ยงให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน/น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนพ.ย.2565-ม.ค.2566 จนอาจฉุดรั้งภาพรวมผลผลิตยางพาราไทยในปีนี้ให้อาจหดตัวได้ และอาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์รายได้เกษตรกรชาวสวนยางในปีนี้ให้เติบโตต่ำกว่ากรอบล่างที่ประเมินไว้ได้

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมรายได้เกษตรกรชวนสวนยางในปี 2565 จะให้ภาพที่ดีต่อเนื่องจากปีก่อน แต่หากมองในฝั่งของต้นทุนการผลิต จะพบว่ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งค่าแรงงาน ค่าปุ๋ยเคมี ค่ายากำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะฉุดรั้งรายได้เกษตรกรสุทธิของชาวสวนยางให้ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แม้ภาพรวมรายได้เกษตรกรชาวสวนยางในปี 2565 จะให้ภาพที่ดี แต่ด้วยต้นทุนการผลิตที่ปรับพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนค่าแรงงานกรีดยาง ต้นทุนปุ๋ยเคมีและ ยากำจัดศัตรูพืช

จะกดดันทำให้รายได้เกษตรกรสุทธิของชาวสวนยางในปี 2565 อาจปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ราว 97,745 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ 103,382 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมผลของเงินรายได้จากโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางจากภาครัฐ ก็จะช่วยทำให้รายได้เกษตรกรสุทธิที่รวมเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในปี 2565 อาจอยู่ที่ราว 107,810 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 113,424 ล้านบาท หรือลดลง4.9%

 สะท้อนถึงการส่งผ่านของต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันต่อเนื่องมายังรายได้เกษตรกรสุทธิให้ปรับตัวลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี รายได้เกษตรกรสุทธิในปีนี้ที่ราว 107,810 ล้านบาท อาจไม่ได้แตกต่างจากค่าเฉลี่ยรายได้เกษตรกรสุทธิในอดีตมากนัก

ดังนั้น ในระยะสั้น ความช่วยเหลือด้านรายได้จากภาครัฐให้กับเกษตรกรแบบเฉพาะหน้า นับว่ายังมีความจำเป็น ในภาวะที่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่ยังยืนสูงตามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีทีท่ายืดเยื้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านอุปทานยางพารา (ราคาปุ๋ยเคมีในระดับสูง โรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ ภาวะ Climate Change)

รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง และหนี้ครัวเรือนในระดับสูง จะยังเป็นปัจจัยกดดันความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง มองต่อไปในระยะข้างหน้า แนวทางการลดต้นทุนการผลิตนับเป็นสิ่งสำคัญ โดยเกษตรกรควรมีการปรับสัดส่วนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีมากขึ้น อีกทั้งความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมในระยะกลาง-ยาว ก็มีความจำเป็น เช่น

การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัด (การใช้ปุ๋ยเคมีตามชุดดิน) มากขึ้น เพื่อเป็นการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อันจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีของไทย นอกจากนี้ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับการผลิตยางพาราและรายได้เกษตรกรชาวสวนยางของไทยได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1023197